Posted on: 07/04/2021 Posted by: Edgar Diaz Comments: 0

“เรือใบสีฟ้า” ฟอร์มยังร้อนแรงหลังบุกไปถอนแค้นเอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 เพิ่มสถิติชนะนอกบ้านทุกรายการ 15 เกมติด นำโด่งเป็นจ่าฝูงทิ้ง “ผีแดง” 17 แต้มแต่แข่งมากกว่า2นัด โดยเกมนี้ ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร แข้งเลือดไทยสร้างประวัติศาสต์มีชื่อติดสำรองเป็นครั้งแรก ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

 

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา เลสเตอร์ ซิตี้ ชั้น 3 เปิด คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม รับการมาเยี่ยมของผู้นำฝูง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยนัดแรกที่เอตำหนิฮัด สเตเดี้ยม “สุนัขจิ้งจอกสีน้ำเงิน” บุกไปกระหน่ำมาถึง 5-2
โดยเกมนี้ ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร มีรายนามเป็นหน้าแข้งสำรองคราวแรกซึ่งนับเป็นหน้าแข้งเลือดไทยคนแรกที่มีรายนามสำหรับการเล่นพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เวลาที่เกมนี้ เบรนแด้น ร็อดเจอร์ส ส่งสองหัวหอกทั้งยัง เคลิชี่ อิเฮท้องนาโช่ รวมทั้งเจมี่ วาร์ดี้ ล่าตาข่าย
เวลาที่ “เรือใบสีฟ้า” ที่ก่อนแข่งทิ้งชั้น 2 แมนฯยูไนเต็ดไปถึง 14 แต้ม เกมนี้พักหน้าแข้งหลักบางรายโดยโรเตชั่นด้วยการส่ง เซร์คิโอ อเกวโร่ ออกตัวตัวจริงเป็นนัดแรก โดยมี กาเบรียล เชซุส, เควิน เดอ บรอยน์ รวมทั้งริยาด ภูติเรซ ช่วยเหลือ
เปิดตัวมาได้แค่ 5 นาที แฟร์นันดินโญ่ ซัดนอกกรอบจ่ายบอลเข้าตูดตาข่ายไปแล้ว แต่ผู้ตัดสินปฎิเสธไม่ให้ประตูด้วยเหตุว่า กุน อเกวโร่ ยืนอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าไปขวางการคุ้มครองป้องกันของ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล
นาที 18 แนวรับสุนัขจิ้งจอกแทบโดนลงทัณฑ์หลัง ทิโมธี กาสตานเญ่ เปิดบอลไม่ดีไม่ติดหน้าแข้งซิตี้ก่อนกระเด้งมาเข้าทาง อเกวโร่ วอลเลย์ไม่จับบินผ่านคานออกไป

กลุ่มเยี่ยมยังสร้างจังหวะได้มากกว่า นาที 20 แฟร์นันดินโญ่ จิ้มแม้กระทั่ง เควิน เดอ บรอยน์ กดนอกกรอบแต่บอลก็ยังสูงบินคานออกไปอีก

อีกสองนาทีต่อมา แมนฯซิตี้ น่าได้ประตูขึ้นนำหลัง เดอ บรอยน์ เรียกฟรีคิกได้หน้าได้ตากรอบ ก่อนจอมทัพเลือดเบลเยียมจะปั่นผ่านกำแพงไปชนคานอย่างน่าเสียดาย
นาที 41 ซิตี้เสียโอกาสได้ประตูอีกรอบ หลัง กาเบรียล เชซุส ดีดบอลให้ ริยาด ภูติเรซ หลุดเข้าไปซัดเลียดในกรอบแต่บอลยังไปติดขา แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ต่อมาแค่นาทีเดียว โรดรี้ ไหลให้ เควิน เดอ บรอยน์ ซัดไกลจากนอกกรอบบอลพุ่งหลุดเสาออกไปแบบจวนเจียน
นาที 44 กาเบรียล เชซุส ได้บอลในกรอบก่อนเลี้ยงหนีแนวรับสุนัขจิ้งจอกก่อนพลิกเข้ากึ่งกลางแล้วซัดด้วยขวาแต่บอลบินหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย
ช่วงทดเจ็บ นาที 45+2 “เดอะ ฟ็อกซ์” ชวดได้ประตูขึ้นนำหลังจากที่ใช้จังหวะแรกจากจังหวะที่ อโยเซ่ เปเรซ แทงบอลสุดงามให้ เจมี่ วาร์ดี้ หลุดเข้าไปแตะต้องบอลหนี เอแดร์ซอน ก่อนซัดเข้าไป แต่ทว่าผู้ติดสินเป่าเป็นจังหวะล้ำหน้าของ วาร์ดี้ ก่อน
จบครึ่งแรก ยังทำอะไรกันมิได้ เลสเตอร์ ซิตี้ เสมอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-0
ช่วงหลัง นาที 51 เลสเตอร์ โต้ตอบขึ้นมาแทบได้ลุ้นหลัง เคลิชี่ อิเฮท้องนาโช่ โซโล่โดดเดี่ยวเลี้ยงหนีเข้าไปก่อนไหลให้ เจมี่ วาร์ดี้ หลุดเข้าไปซัดแต่ไปติดบล็อคของ รูเบน ดิอาส ที่ช่วยเซฟทัพเรือใบไม่ให้เสียประตูได้จวนเจียน
นาที 58 ลูกทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า บดอย่างมาก เควิน เดอ บรอยน์ ไหลให้ ริยาด ภูติเรซ หลุดเข้าไปซัดเสาแรกแต่ไปติดเซฟของ ชไมเคิ่ล ปัดออกมาบอลยังไม่รอดอันตราย โรดรี้ ครอสเข้าไปหน้าประตูแต่ยังติดแนวรับเลสเตอร์ แต่ทว่าบอลมาเข้าทาง แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ เก็บตกในกรอบก่อนล็อคหนี อัลไบรท์ตัน แล้วปั่นด้วยขวาข้างไม่ถนัดจ่ายบอลหนีมือ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ทิ่มมุมเสาไกลอย่างงดงามให้ “เรือใบสีฟ้า” บุกมาขึ้นนำ 1-0 นาที 74 ผู้นำฝูง แมนฯซิตี้ ทะยานหนีห่างเป็น 2-0 จากจังหวะที่ เควิน เดอ บรอยน์ แทงบอลทะลุช่องสุดเหนือให้ กาเบรียล เชซุส หลุดเข้าไปก่อนเฉือนไปเสาไกลให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ที่ไม่มีมุมยิงดึงจังหวะล็อคหนีหน้าแข้งเจ้าถิ่น 2 คน ก่อนไหลคืนให้ กาเบรียล เชซุส ล้มตัวยิงเข้าไป
จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกตี เลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 นำผู้นำฝูงต่อไปโดยทิ้งชั้น 2 “ผีแดง” ถึง 17 คะแนนแต่ “เรือใบสีฟ้า” แข่งมากกว่าสองนัด ส่วน เลสเตอร์ ชวดจังหวะขึ้นรองผู้นำฝูงมี 56 คะแนนรั้งชั้น 3 อย่างเดิม
รายนามผู้เล่นทั้งสองกลุ่ม
เลสเตอร์ ซิตี้ (3-4-1-2) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – แดเนี่ยล อมาร์ตีย์, จอนนี่ อีแวนส์, เวสลี่ย์ โฟฟาน่า – มาร์ค อัลไบรท์ตัน (ริคาร์โด้ เปเรยร่า น.71), วิลฟรีด เอ็นดิดี้ (นอมปาลิส เมนดี้ น.84), ยูริ ตีเลมันส์ , ทิโมธี กาสตานเญ่ – อโยเซ่ เปเรซ – เคลิชี่ อิเฮท้องนาโช่ (เจมส์ แมดดิสัน น.72), เจมี่ วาร์ดี้
ผู้จัดการทีม : เบรนแด้น ร็อดเจอร์ส
แมนฯ ซิตี้ (4-2-3-1) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, รูเบน ดิอาส, เอเมอริค ลาป๊อร์กต์, แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ – โรดรี้, แฟร์นันดินโญ่ – ริยาด ภูติเรซ (เฟร์ราน ตอร์เรส น.79), เควิน เดอ บรอยน์ (ฟิล โฟเด้น น.88), กาเบรียล เชซุส – เซร์คิโอ อเกวโร่ (ราฮีม สเตอร์ลิง น.63)
ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า
ผู้ตัดสิน : พอล เทียร์นี่ย์